“ชีวิตกับมือถือ” หรือจะเป็นสิ่งที่ชีวิตเราขาดมันไม่ได้

ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือได้มามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของเรามาก ต่างจากเมื่อก่อนที่เราใช้เพียงแค่โทรหรือรับสาย หรือส่งข้อความหาเพื่อนๆคนรู้จัก แต่ในปัจจุบันได้มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเรื่องของโซเชียลเน็ตเวิร์ค และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะมือถือ “เป็นสิ่งแรกที่เราสัมผัสเมื่อตื่นนอน และเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราสัมผัสเมื่อเข้านอน” จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าโทรศัพท์มือถือได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนในยุคนี้

และเราเคยรู้สึกบ้างมั้ยว่า เราติดเครื่องมือสื่อสารมากเกินไป บางคนต้องถือโทรศัพท์ไว้กับมือตลอดเวลา เหมือนกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว บางคนขาดมันไม่ได้ บางคนลืมโทรศัพท์มือถือนี่จะเป็นจะตายให้ได้ ยิ่งกว่าลืมกระเป๋าสตางค์

เรามาลองดูเหตุการณ์ต่อไปนี้กันว่าคุ้นๆ บ้างหรือไม่

– นัดเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน มาทานข้าวด้วยกัน พอได้เจอก็ดีใจกัน คุยกันได้ไม่นาน ต่างคนต่างก็หยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองขึ้นมาพิมพ์ข้อความคุยกับคนอื่น แต่ไม่คุยกันเอง

– ไปทานข้าวกับเพื่อน แต่เพื่อนมัวแต่นั่งกดโทรศัพท์มือถือ ปล่อยให้เรานั่งกินอยู่คนเดียว แบบนี้เหมือนไปทานข้าวกับเพื่อนจริงๆ หรือ

– เวลานั่งประชุม ก็เอาโทรศัพท์มือถือมาวางไว้ข้างตัว แม้ว่าจะปิดเสียงแล้วก็ตาม แต่ก็จะเห็นหน้าจอว่ามันมีข้อความปรากฎขึ้นมา ก็ต้องหยิบขึ้นมาดู และตอบโดยที่ไม่สนใจว่ากำลังประชุมงานสำคัญอยู่

– เวลานั่งรอประชุมกับเพื่อนๆ พนักงาน มักจะมีคนมาถึงห้องประชุมก่อน แต่พอมาถึง ต่างคนต่างก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วก็นั่งกดๆๆๆ กันไป โดยไม่มีการหันหน้ามาคุยหรือทักทายกันเลย ผิดจากสมัยก่อน ตอนที่ยังไม่มี chat หรือ line ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เวลาที่มาถึงห้องประชุมกันก่อน เราก็จะนั่งคุยกัน ถามไถ่ทุกข์สุขกัน บางคนก็มานั่งเล่าเรื่องตลกให้กันและกันฟัง นั่งหัวเราะกันไปทั้งห้อง แต่เดี๋ยวนี้ นั้งเงียบต่างคนต่างกดๆๆๆ โทรศัพท์มือถือ ของตนเองกันไป

– เวลาขึ้นรถไฟฟ้า ก็มักจะเห็นเสมอ 90% ของผู้โดยสารจะต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและดูมัน หรือกดๆๆ คุยๆๆ กันไป โดยที่ไม่สนใจคนข้างหน้าข้างหลังว่าจะขึ้นจะลง จะมีเด็ก คนแก่ คนท้อง ขึ้นมาสักกี่คน ก็ไม่สนใจ โลกนี้มีแต่ฉันกับโทรศัพท์มือถือเท่านั้น

– บางคนไม่มีอะไร แต่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถูๆ ไถๆ ไป หรือหนักไปกว่านั้น ต้องคอยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูหน้าจอว่ามีข้อความอะไรมาหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเข้ามา

– บางครอบครัวไปกินข้าวกันทั้งบ้าน นั่งด้วยกัน แต่ไม่คุยกันเลย พ่อก็เครื่องนึง แม่เครื่องนึง ลูกๆ ก็ต่างคนต่างมีคนละเครื่อง แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตา กดๆๆๆๆๆ

– นอกจากข้อความและการติดต่อพูดคุยแล้ว ก็ยังมีเรื่องของการเช็คอีเมล์ ที่บางคนทนไม่ได้ต้องคอยเช็คอีเมล์ว่ามีอะไรเข้ามาหรือไม่ทุกๆ สามนาที

– บางคนก็ต้องคอยเปิดดูยอดกดไลค์ว่ามันขึ้นถึงเท่าไหร่แล้วทั้งวัน


เหตุการณ์ที่ว่ามาทั้งหมด มันเกือบจะกลายเป็นชีวิตปกติของคนเราไปหมดแล้ว เหมือนกับว่าเราสื่อสารอยู่ตลอดเวลา แต่เรากลับรู้สึกว่าทำไมเราถึงไม่มีเพื่อน เราอยู่ใกล้คนนี้ แต่ไปคุยกับอีกคน พอเราไปอยู่กับอีกคน เราก็ไปคุยกับอีกคนทงโทรศัพท์มือถือ

สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้เราขาดปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นที่อยู่ใกล้ตัวเรา บางทีเราอาจจะคิดว่า ก็เขาอยู่ใกล้เราแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคุยอะไร ซึ่งจริงๆ ต้องบอกว่าคนใกล้ตัวนี่แหละสำคัญที่สุด เป็นคนที่เราต้องหมั่นพูดคุย สร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่กัน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน พ่อ แม่ พี่น้อง ลูก หลาน ฯลฯ

พอได้ตัดการติดต่อออกไปเพราะไม่สบาย ก็ทำให้รู้สึกว่า มันปลอดโปร่งโล่งสบายมาก ได้นั่งคิด นั่งทบทวนสิ่งที่ตนเองได้ทำ นั่งคิดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ และวิธีการที่จะได้ทำมัน ฯลฯ

ก็เอาเป็นว่าแบ่งเวลาให้ดี ให้เวลากับคนใกล้ชิดแบบจริงๆ จังๆ ไม่ใช่มัวแต่คุย พิมพ์ หรือติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ผ่านโทรศัพท์มือถือตลอดเวลาจนลืมให้เวลากับคนสำคัญในชีวิตของตนเอง

ขอบคุณข้อมูล : prakal